🚨 [ล่ามที่ปฏิบัติงานในคดีอ่อนไหวหรือคดีที่มีความรุนแรงทางเพศ จะต้องมี สภาพทางจิตใจที่เหมาะสม เป็นปกติ และไม่อยู่ในภาวะที่อาจกระทบต่อความเป็นกลาง รวมถึง ไม่เคยมีประสบการณ์ส่วนตัวที่มีลักษณะเดียวกันกับพฤติการณ์ในคดีที่กำลังทำหน้าที่ล่าม] ⚖️ Stockholm Syndrome กับบทบาทล่ามในคดีล่วงละเมิดทางเพศ ⚖️
⚖️ เส้นแบ่งระหว่างความเข้าใจทางจิตวิทยาและความเสี่ยงทางวิชาชีพ 🧠Stockholm Syndrome มักถูกอธิบายในฐานะปฏิกิริยาทางจิตใจของเหยื่อที่พัฒนาความรู้สึกผูกพันหรือเห็นใจต่อผู้กดขี่หรือผู้กระทำความรุนแรง อย่างไรก็ตาม เมื่อแนวคิดนี้ถูกนำมาพิจารณาในบริบทของ “ล่ามในคดีล่วงละเมิดทางเพศ” ประเด็นดังกล่าวไม่อาจมองได้เพียงในมิติทางจิตวิทยาเท่านั้น แต่ต้องพิจารณาควบคู่กับ จริยธรรมและความรับผิดชอบในกระบวนการยุติธรรม ⚖️
โพสต์นี้เสนอว่า แม้ Stockholm Syndrome จะสามารถ อธิบายได้ เชิงทฤษฎี 🧩 แต่ ไม่อาจยอมรับได้ ในฐานะสภาวะที่เกิดขึ้นกับล่าม เนื่องจากเป็น ความเสี่ยงร้ายแรงต่อความเป็นกลาง ความถูกต้อง และความน่าเชื่อถือของกระบวนการยุติธรรม 🚫
1️⃣ Stockholm Syndrome คืออะไร (ใ…
🚨 [ล่ามที่ปฏิบัติงานในคดีอ่อนไหวหรือคดีที่มีความรุนแรงทางเพศ จะต้องมี สภาพทางจิตใจที่เหมาะสม เป็นปกติ และไม่อยู่ในภาวะที่อาจกระทบต่อความเป็นกลาง รวมถึง ไม่เคยมีประสบการณ์ส่วนตัวที่มีลักษณะเดียวกันกับพฤติการณ์ในคดีที่กำลังทำหน้าที่ล่าม] ⚖️ Stockholm Syndrome กับบทบาทล่ามในคดีล่วงละเมิดทางเพศ ⚖️
⚖️ เส้นแบ่งระหว่างความเข้าใจทางจิตวิทยาและความเสี่ยงทางวิชาชีพ 🧠Stockholm Syndrome มักถูกอธิบายในฐานะปฏิกิริยาทางจิตใจของเหยื่อที่พัฒนาความรู้สึกผูกพันหรือเห็นใจต่อผู้กดขี่หรือผู้กระทำความรุนแรง อย่างไรก็ตาม เมื่อแนวคิดนี้ถูกนำมาพิจารณาในบริบทของ “ล่ามในคดีล่วงละเมิดทางเพศ” ประเด็นดังกล่าวไม่อาจมองได้เพียงในมิติทางจิตวิทยาเท่านั้น แต่ต้องพิจารณาควบคู่กับ จริยธรรมและความรับผิดชอบในกระบวนการยุติธรรม ⚖️
โพสต์นี้เสนอว่า แม้ Stockholm Syndrome จะสามารถ อธิบายได้ เชิงทฤษฎี 🧩 แต่ ไม่อาจยอมรับได้ ในฐานะสภาวะที่เกิดขึ้นกับล่าม เนื่องจากเป็น ความเสี่ยงร้ายแรงต่อความเป็นกลาง ความถูกต้อง และความน่าเชื่อถือของกระบวนการยุติธรรม 🚫
1️⃣ Stockholm Syndrome คืออะไร (ในบริบทนี้)
Stockholm Syndrome ไม่ใช่ “ความรัก” 💔
แต่คือ กลไกการเอาตัวรอดของจิตใจ (survival response) 🧠
ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อบุคคลอยู่ในสถานการณ์ที่มี
⚠️ อำนาจไม่สมดุล
😰 ความกลัวและความเครียดสูง
🔗 การพึ่งพิงอีกฝ่ายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
งานวิจัยชี้ว่า บุคคลอาจตีความสัญญาณเล็กน้อย เช่น ความสุภาพหรือความร่วมมือ ว่าเป็น “ความเมตตา” 🤍 เพื่อสร้างความรู้สึกปลอดภัยทางจิตใจ
📌 ภาวะนี้จึงไม่ใช่ความผิดส่วนบุคคล
แต่เป็นผลของ โครงสร้างสถานการณ์ที่กดดันและยืดเยื้อ
2️⃣ แล้วกับ “ล่ามในคดีล่วงละเมิดทางเพศ” ล่ะ?
🔴 คำตอบเชิงวิชาชีพคือ: ไม่ควรเกิด และต้องป้องกันอย่างจริงจัง
เพราะล่ามในคดีลักษณะนี้อยู่ในตำแหน่งที่ อันตรายเป็นพิเศษ ⚠️
2.1️⃣ บทบาทล่าม ≠ เหยื่อ
ล่าม ไม่ใช่ผู้ถูกกระทำโดยตรง 🚫
แต่ต้องทำงานท่ามกลาง
🗣️ คำบอกเล่าที่รุนแรง
🔁 ซ้ำซาก
💔 สะเทือนใจ
สิ่งนี้อาจนำไปสู่ Secondary Trauma / Vicarious Trauma 🧠 ซึ่งกระทบต่อการรับรู้ การตัดสินใจ และการควบคุมอารมณ์ของล่าม
2.2️⃣ ความเห็นใจ ≠ ความผูกพัน
ความเห็นใจเชิงมนุษย์ (empathy) 🤝 เป็นเรื่องปกติ
แต่หากล่ามเริ่ม
🚩 ปกป้องผู้กระทำในใจ
🚩 มองว่า “เขาก็มีเหตุผลของเขา”
🚩 รู้สึกอยากช่วยเหลือนอกบทบาท
👉 นี่คือ เส้นแดงทางจริยธรรม ❌
และกระทบโดยตรงต่อหลัก ความเป็นกลาง (impartiality) ⚖️
2.3️⃣ อำนาจและการเข้าถึงข้อมูล
ล่ามมี
🔍 การเข้าถึงข้อมูลส่วนลึก
🗨️ การสื่อสารอย่างใกล้ชิด
🔗 บทบาทที่ผู้ต้องหาหรือจำเลย “ต้องพึ่งพา”
หากเกิดความผูกพันทางอารมณ์ →
⚠️ เสี่ยงต่อการ บิดเบือนการถ่ายทอดคำพูดโดยไม่รู้ตัว
ซึ่งเป็นอันตรายต่อความถูกต้องของกระบวนการยุติธรรม
3️⃣ ถ้า “เกิดขึ้นแล้ว” ถือว่าผิดไหม?
ต้องแยกให้ชัดเจน 👇
🧠 ในเชิงจิตวิทยา
❌ ไม่ใช่ความผิดทางศีลธรรมของบุคคล
🚨 เป็นสัญญาณว่า
แบกรับภาระทางอารมณ์เกินไป
ขาดการคุ้มครองทางจิตใจในการทำงาน
⚖️ ในเชิงวิชาชีพ
🛑 ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ทันที
📢 แจ้งหัวหน้าคดีหรือหน่วยงาน
↩️ ถอนตัวจากคดี (recusal)
เพราะตั้งแต่วินาทีนั้น
ความเป็นกลางถูกกระทบแล้ว 🚫⚖️
4️⃣ แนวป้องกันที่ “ควรมี” สำหรับล่ามคดีเพศ
องค์กรวิชาชีพที่จริงจังควรดำเนินการดังนี้ 🛡️
✅ จำกัดเวลาปฏิบัติงานในคดีรุนแรง
✅ มีการ debrief หลังคดี
✅ อบรมด้าน trauma-informed interpreting
✅ เปิดช่องทางให้ล่ามถอนตัวโดยไม่ถูกลงโทษ
✅ ไม่ใช้ล่ามคนเดิมซ้ำกับผู้ต้องหาคนเดียวเป็นเวลานาน
มาตรการเหล่านี้ช่วย คุ้มครองทั้งล่ามและกระบวนการยุติธรรม 🤝⚖️
5️⃣ บทสรุป
Stockholm Syndrome อาจ “อธิบายได้” ในฐานะปรากฏการณ์ทางจิตวิทยา 🧠 แต่ “ยอมรับไม่ได้” ในฐานะพฤติกรรมวิชาชีพล่าม 🚫🗣️⚖️
